วันเสาร์, 26 กันยายน 2563

ตลาดฟอเร็กซ์ แตกต่างจากตลาดการเงินอื่นอย่างไรคุณรู้หรือไม่?

อะไรคือความแตกต่างระหว่างตลาดฟอเร็กซ์กับตลาดอื่น ๆ นี่เป็นคำถามยอดนิยมที่เทรดเดอร์มักอยากรู้กัน ในปัจจุบันมีตลาดให้ซื้อขายตราสารมากมายในแต่ละวัน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ ฟิวเจอร์ส ออปชั่น และ CFD แต่ทว่าไม่มีตลาดไหนเลยที่เรียกได้ว่าเป็น “ตลาดที่ง่าย” เพราะการซื้อขายในแต่ละตลาดจำเป็นต้องมีความรู้และประสบการณ์รวมถึงมีวินัย และในบทความนี้เราจะมาอธิบายเจาะลึกถึงความแตกต่างของตลาดฟอเร็กซ์กับตลาดอื่น ๆ กัน

  1. ตลาดฟอเร็กซ์ เทียบกับตลาดหุ้น (Forex VS Stock)ตลาดหุ้นมีอยู่แทบทุกประเทศ แต่ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดคือ New York Stock Exchange ที่สหรัฐอเมริกา และต่อไปนี้คือความแตกต่าง
  • สภาพคล่อง

ตลาดฟอเร็กซ์ มีสภาพคล่องสูงกว่าตลาดหุ้นมากนักเพราะค่าเงินมีผู้ต้องการซื้อขายเสมอขณะที่หุ้นบางบริษัทอาจไม่ค่อยมีคนต้องการนัก ยกเว้นแต่หุ้นบริษัทขนาดใหญ่ในดัชนี S&P500 เช่น Apple จะมีสภาพคล่องสูง แต่ทั้งนี้หุ้นขนาดใหญ่ที่สภาพคล่องสูงก็ยังมีโอกาสจำกัดอยู่บ้าง

  •  ช่องว่างของราคา (Gap)

จากอดีตที่ผ่านมาค่าเงินจะมีเสถียรภาพมากกว่า ช่องว่างของราคามีโอกาสเกิดได้น้อยบนกราฟในตลาดฟอเร็กซ์ ยกเว้นมีเหตุการณ์สำคัญเช่นการประกาศนโยบายของธนาคารกลางหรือเหตุการณ์ไม่ปกติทางการเมือง ซึ่งจะต่างไปจากตลาดหุ้นที่ราคาหุ้นรายตัวอาจมีหลายปัจจัยมาส่งผลกระทบ ยกตัวอย่างเช่น

หุ้น Alphabet (บริษัท Google) แม้จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ในดัชนี S&P500 แต่เราจะพบช่องว่างของราคาขนาดค่อนข้างใหญ่ บางทีมากกว่า 10%

  •  แนวโน้ม

ตลาดหุ้นมักเห็นแนวโน้มได้ชัดเจนกว่าตลาดฟอเร็กซ์ ซึ่งนี่เป็นผลตรงข้ามอันเนื่องมาจากความมีเสถียรภาพของค่าเงิน นั่นคือค่าเงินเปลี่ยนแปลงน้อยกว่าราคาของหุ้น แต่นี่ไม่ได้หมายความโอกาสในการซื้อขายค่าเงินจะมีจำกัด ด้วยการใช้เลเวอเรจจากโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ก็ช่วยสร้างโอกาสซื้อขายขึ้นได้ แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาวที่ไม่ใช้เลเวอเรจซื้อขาย ตลาดหุ้นน่าจะเหมาะสมกับคุณมากกว่า

  • การลงทุนระยะยาว

ลองสมมุติให้คุณเป็นนักลงทุนระยะยาวที่พร้อมถือครองสถานะซื้อขายเป็นปี ๆ และลงทุนอิงดัชนี (passive investment) เช่นการลงทุนในดัชนี Dow jones หรือ S&P500 ซึ่งจากกราฟด้านล่างจะพบว่าแม้ราคาจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็มีโอกาสโดนขายทำกำไรและอยู่ในบริเวณขาดทุนหนักได้ และบางทีคุณอาจต้องรอหลายปีกว่าราคาจะหวนกลับขึ้นมาเป็นแนวโน้มขาขึ้นได้ การลงทุนระยะยาวแบบอิงดัชนีจะค่อย ๆ สะสมกำไรอย่างช้า ๆ ตามดัชนี แต่ทั้งนี้เราพูดถึงสถานการณ์สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาเท่านั้น ตลาดหุ้นประเทศอื่นอาจได้ผลที่ต่างกัน เช่น ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยกลับแกว่งตัวออกข้างแทบตลอด

ผลตอบแทนย้อนหลังของดัชนี Dow Jones

ผลตอบแทนย้อนหลังของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

  • เลเวอเรจ

โบรกเกอร์ในตลาดฟอเร็กซ์ให้เทรดเดอร์รายย่อยใช้เลเวอเรจได้ แต่โบรกเกอร์ในตลาดหุ้นอาจยอมให้ใช้เลเวอเรจได้บางสถานการณ์และส่วนใหญ่เป็นกรณีการซื้อขายแบบจบภายในวัน และอัตราส่วนมักไม่เกิน 10:1 และมีค่าใช้จ่ายด้วย ในวงการซื้อขายหุ้นนั้นจะมีบริษัทซื้อขายที่ให้บริการเงินทุนแก่เทรดเดอร์เพื่อช่วยในการซื้อขายหุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง แต่เทรดเดอร์ที่ซื้อขายในตลาดฟอเร็กซ์สามารถเริ่มต้นเข้าสู่ตลาดได้ไม่ว่าจะมีเงินทุนมากน้อยแค่ไหน

  1.  ตลาดฟอเร็กซ์เทียบกับตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ 

เทรดเดอร์สามารถซื้อขายบนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้ที่ตลาด Chicago Mercantile Exchange ซึ่งสามารถซื้อขายโดยผ่านสัญญาอนุพันธ์ฟิวเจอร์ส

หรือออปชั่น ทั้งสองอย่างนี้เป็นตราสารที่มีการใช้เลเวอเรจในตัวมันเอง คุณไม่ต้องซื้อสัญญาในราคาเต็มเพื่อเก็งกำไร โดยมากใช้เลเวอเรจได้ที่อัตรา 10:1 หรือมากกว่านั้นหากเป็นการซื้อแบบจบภายในวัน

  • ตราสารที่ซื้อขายได้

ตลาดฟิวเจอร์สมีสภาพคล่องพอสำหรับเทรดเดอร์รายย่อย และตราสารที่นิยมคือ E-mini S&P500 น้ำมันดิบ ค่าเงิน Euro และ ทองคำ โดยส่วนใหญ่นักเก็งกำไรรายย่อยจะซื้อขายกันแบบจบภายในวัน

  • ตลาดที่ซื้อขายกันเล็กน้อย

ตราสารบางประเภทก็มีสภาพคล่องต่ำเช่นพวกฟิวเจอร์สเมล็ดพันธุ์ หรือ สินค้าเกษตร ทำให้กราฟราคามีช่องว่างราคาอยู่เรื่อย ๆ ตัวอย่างเช่นกราฟิวเจอร์สเอทานอล (ZK) ด้านล่าง เทรดเดอร์ที่จะเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์จำเป็นต้องมีประสบการณ์สูงและมีความเข้าใจในอุปสงค์อุปทานที่อยู่เบื้องหลัง

มองเผิน ๆ ตลาดฟิวเจอร์สมีหนทางซื้อขายได้มากมาย แต่สำหรับเทรดเดอร์ที่ซื้อขายระยะสั้นจะเจอปัญหาสภาพคล่องของตลาดค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตามโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์และ CFD ในปัจจุบันก็ให้บริการซื้อขายทองคำและน้ำมันดิบแล้วนอกเหนือจากซื้อขายค่าเงินในตลาดฟอเร็กซ์

  • ข้อกำหนดในมาร์จิ้น

เทรดเดอร์ต้องใช้เงินทุนมากหลายพันดอลลาร์เพื่อเริ่มซื้อขายฟิวเจอร์ และ/หรือ ออปชั่น และข้อกำหนดมาร์จิ้นสำหรับการถือครองสถานะซื้อขายข้ามคืนมีตั้งแต่ $500 – $25,000 โดยสัญญาคือหน่วยซื้อขายเล็กสุดในตลาดฟิวเจอร์สและไม่สามารถแบ่งย่อยลงไปกว่านี้ได้แล้ว (เช่น ซื้อขาย 0.1 หน่วยของสัญญาไม่ได้) ดังนั้นหากมีเงินทุนน้อย โอกาสในการเลือกตราสารเพื่อซื้อขายก็ยิ่งน้อยตาม แต่สำหรับเทรดเดอร์ในตลาดฟอเร็กซ์แล้วจะมีความยืดหยุ่นกว่า เพราะสามารถซื้อขายได้ที่ 0.1 หรือ แม้แต่ 0.01 หน่วยของสัญญา ทำให้ใช้เงินทุนเพียงแต่น้อยเข้ามาเสี่ยงและควบคุมและจำกัดความเสี่ยงของการขาดทุนได้

  • แหล่งข้อมูลสถิติที่เป็นประโยชน์

เทรดเดอร์ฟอเร็กซ์แม้จะไม่ซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์ส แต่ก็ยังใช้ข้อมูลสถิติจากตลาด Chicago Mercantile กันได้ และนอกจากตลาดหุ้นและตลาดฟิวเจอร์ส

สินค้าโภคภัณฑ์แล้ว ยังมีตลาดฟิวเจอร์สของค่าเงินที่มีสภาพคล่องเพียงพอ ผู้เล่นรายใหญ่จะใช้มันเพื่อป้องกันความเสี่ยงของสถานะซื้อขายในราคาปัจจุบัน ตลาด Chicago Mercantile จะประกาศข้อมูลรายวันสำหรับปริมาณซื้อขายและสัญญาที่เปิดให้ซื้อขายได้ คุณสามารถดูได้ที่นี่ และยังสามารถดู รายงาน COT ที่ประกาศรายสัปดาห์ของคณะกรรมการซื้อขายฟิวเจอร์สสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งให้ข้อมูลที่ซับซ้อนขึ้น เทรดเดอร์ฟอเร็กซ์มืออาชีพบางส่วนก็ใช้ข้อมูลนี้ในการตัดสินใจในตลาดฟอเร็กซ์

บทสรุป

ทุกวันนี้นักเก็งกำไรรายย่อยจากทั่วโลกสามารถเข้าถึงตราสารและตลาดได้หลากหลาย ซึ่งที่นิยมกันก็มีตลาดหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใช้ฟิวเจอร์สซื้อขาย พวกนี้เป็นตลาดที่มีตัวกลางกำกับ ขณะที่ตลาดฟอเร็กซ์ไม่มีตัวกลางกำกับ ที่ผ่านมานักลงทุนระยะยาวมักนิยมลงทุนในตลาดหุ้น ขณะที่เทรดเดอร์ซื้อขายระยะสั้นจะชอบตลาดฟอเร็กซ์หรือฟิวเจอร์ส/ออปชั่น สำหรับผู้ที่มีเงินทุนจำกัดและอยากให้เงินทุนเติบโต ตลาดฟอเร็กซ์จะมีความยืดหยุ่นที่สุด และยังใช้ค่าสถิติจากตลาดอื่นได้อีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามไม่มีตลาดไหนเป็นตลาดง่าย ๆ เพราะตลาดทุกแห่งต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์ และ วินัย รวมถึงเงินทุนจากเทรดเดอร์ในการเข้าซื้อขาย

ที่มา : Exness

เปิดบัญชี