วันพุธ, 27 พฤษภาคม 2563

ศาสตร์แห่ง Scalping

สำหรับเทรดเดอร์ที่เรียนรู้เทคนิคต่างๆ ในการเทรด forex อีกหนึ่งในเทคนิคนี้คือ “Scalping” หรือที่เรียกในภาษาไทย ว่า สกัลปิ้ง หรือ สกัลป์

นักเทรดส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าการเทรด scalping คือการเทรดระยะสั้น และเปิด lot size เพิ่มขึ้น
Scalping คือ การใช้กลยุทธ์ทางเทคนิคในการแสวงหากำไร โดยกำหนดตำแหน่งปิดออร์เดอร์เพื่อทำกำไร (Take Profit)  และตำแหน่งปิดออร์เดอร์เพื่อตัดขาดทุน (Stop loss)

ประเภทของ Scalping มี ประเภทคือ

  1. Classic scalping ส่วนใหญ่พวก prop trader (Proprietary Trader) จะใช้ศาสตร์นี้จะใช้ความสามารถตัวเอง แสวงหาช่องโหว่ในการทำกำไร
    การเข้า order จะแม่นมาก ยิง order แล้วกราฟจะวิ่งไปในทิศทางเลย  
    มองเรื่องเวลาคือความเสี่ยง ไม่ถือออร์เดอร์ข้ามวัน และทำการเก็บสถิติมาก่อน โดยจะเปิดออร์เดอร์โดยใช้ lot size ที่ใหญ่ เพื่อลดระยะ Take Profit และ ลดระยะ Stop loss
  2. Umbrella scalping ส่วนใหญ่ Hedge fund จะใช้ระบบนี้
    มองเรื่อง volatility (ความผันผวน) คือความเสี่ยง  การเปิดออร์เดอร์ยังคงเดิม ใช้การเลื่อน stop loss  เพราะความผันผวนจะทำให้ออร์เดอร์โดน stop loss ได้

การเริ่มต้น Scalping

– กำหนด Risk:Reward เป็น 1:1 เพื่อหา % ในการเทรดชนะ (winrate)

– บันทึกสถิติการเทรดให้ชัดเจน เพื่อคำนวณ % winrate

Risk : Reward ; 1 : 1

หลักการพิจารณา

  1. 1. % > 50% [ RR 1 : 1 ] —  ถือว่าระบบใช้ได้ ถ้าให้ดีต้องมี %winrate มากกว่า 60%
    %Winrate < 50% [ RR 1 : 1 ] —  ถือว่าต้องปรับปรุงระบบ หรือ ปรับ Risk : Reward
        จากเดิมเป็น 1:1 อาจจะปรับเป็น 1:2
  2. %Winrate = 50% [ RR 1 : 1 ] —  ต้องปรับปรุงระบบ หรือ ปรับ Risk : Reward
        จากเดิมเป็น 1:1 อาจจะปรับเป็น 1:1.3 หรือ 1:1.5 ทำผลตอบแทนให้เป็น +

ต้องเก็บข้อมูลให้นานพอ สัก ปี ขึ้นไป และควรเก็บข้อมูลการเทรดแยก Product แยกกัน

ข้อดีของ Scalping

  1. หาก % winrate สูง จะช่วยเร่งอัตราการเติบโตของพอร์ต / สร้างกระแสเงินสด
  2. สามารถใช้ทุนน้อย เพราะมี leverage ช่วยในการเทรด
  3. เนื่องจากมีการกำหนด stop loss จึงไม่ต้องสนใจเรื่องแนวโน้ม

ข้อแนะนำของ Scalping

  1. ต้องมีกระแสเงินสด (Cash flow) จากระบบอื่นในการเทรดมาก่อน
  2. ต้องรู้ช่วงเวลาเทรดได้ดี ช่วงเวลาควรหยุดการเทรด เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เทรดเดอร์จะเทรดได้ดีตลอด รวมถึงเรื่องสภาวะจิตใจของเราด้วย หรือกำหนดเงื่อนไขในการหยุดเทรด โดยการใช้ %มูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (Net Asset Value) หรือ สภาวะจิตใจเป็นตัวกำหนดจังหวะการหยุด
  3. พึงระลึกไว้เสมอว่า การใช้กลยุทธ์นี้ เทรดเดอร์อาจล้างพอร์ตได้ !! ให้ถอนต้นทุนออกเสมอ [ หลายคนพลาดตรงนี้ พยายามที่จะทบต้นไปเรื่อยๆ ]
  4. ต้องมีการจัดการสภาวะจิตใจที่ดี
  5. ต้องมีวินัยทำตามแผนเทรดของเราให้ได้เพื่อเราจะสามารถวัดผลของระบบได้
  6. ควรมีหลายๆ กลยุทธ์เพราะตลาดมีหลายสภาวะ

“Scalping รู้เทรนด์ (แนวโน้ม) อย่างเดียวไม่ได้ เราต้องรู้จังหวะของตลาดด้วย”

ที่มา : Exness

เปิดบัญชี